สรุปบทที่ 10

posted on 13 Jan 2009 16:48 by pinpunyachat

ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์

 

 

 

ระบบสารสนเทศกับการเปลี่ยนแปลงในองค์การ   

เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำหรับการรื้อปรับระบบและการเปลี่ยนแปลงองค์การใน 4 ระดับ คือ การปรับเปลี่ยนระบบงานเดิมให้เป็นระบบงานอัตโนมัติ  การเปลี่ยนแปลงระดับกระบวนการปฏิบัติงาน  การออกแบบระบบงานใหม่ และการเปลี่ยนแนวความคิด

  ระดับของกลยุทธ์

กลยุทธ์  คือ  แผนรวมขององค์การที่นำเอาข้อได้เปรียบ และจุดเด่นในด้านต่างๆมาใช้ประโยชน์ และปรับลดจุดด้อย หรือเอาชนะข้อจำกัด ที่มีอยู่เพื่อแสวงหาโอกาส และหลีกเลี่ยงอุปสรรค ทำให้องค์การสามารถเอาชนะคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

 

องค์การที่มีหน่วยธุรกิจหลายหน่วย จะมีกลยุทธ์อยู่ 3 ระดับ คือ

1.        กลยุทธ์ระดับบริษัท  กำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง  ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานระยะยาว

 

2.        กลยุทธ์ระดับธุรกิจ    ให้ความสำคัญกับการแข่งขันของหน่วยธุรกิจ

 

3.        กลยุทธ์ระดับหน้าที่    จะสนับสนุนและสอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับธุรกิจและระดับองค์การ

 

 

  กระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์      1.     การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม  (SWOT Analysis)     วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ภายนอกองค์การ

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกองค์การจะพิจารณาเกี่ยวกับโอกาส และ อุปสรรค จะแบ่งเป็น

             - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั่วไป   วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อธุรกิจในมุมกว้าง เช่น

ปัจจัยทางการเมือง  เทคโนโลยี  สังคม  และ เศรษฐกิจ

 

           - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน   เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานโดยตรง  เช่น  รัฐบาล  วัตถุดิบ คู่แข่งขัน  ลูกค้า

 

 

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ช่วยให้ทราบถึงจุดแข็ง  จุดอ่อน ขององค์การ

     2.     การกำหนดกลยุทธ์   (Strategy  Formulation)        นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมมากำหนดทิศทาง  แนวทาง  กรอบความคิด

 

     3.      การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ  (Strategy  Implementation)   นำแผนที่กำหนดไปปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับปัจจัยทั้งทางตรงทางอ้อมที่มีผลต่อความสำเร็จและล้มเหลวของกลยุทธ์

 

 

    4.       การควบคุมกลยุทธ์         (Strategy  Control)          กำหนดกฎเกณฑ์ และมาตรฐานเพื่อเป็นแนวทางในการวัด และเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับมาตรฐานที่กำหนดไว้  การควบคุม ติดตาม ตรวจสอบ และประเมิณผลว่าเป็นไปตามแนวทางที่ต้องการหรือไม่

 

  

ความหมายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์

ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบสารสนเทศใดๆที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพการแข่งขันขององค์การให้ดีขึ้น

 

 

ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบที่สนับสนุนหรือกำหนดแนวทางกลยุทธ์ในการแข่งขันของหน่วยธุรกิจ

 

 

ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์   คือ ระบบสารสนเทศที่ช่วยให้องค์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ลดความเสียเปรียบ ช่วยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ขององค์การ

 

 

  โมเดลแรงผลักดันในการแข่งขันของพอร์เตอร์  (Portes’s Competitive Force Model)

ไมเคิล  อี. พอร์เตอร์  ได้พัฒนาโมเดลเพื่อวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน โดยองค์การจะประสบแรงผลักดันในการแข่งขัน  ดังนี้

1.        อุปสรรคจากผู้แข่งขันรายใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

 

2.        อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต

 

3.        อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ หรือ ลูกค้า

 

4.        การแข่งขันระหว่างกิจการต่างๆในอุตสาหกรรม

 

5.        อุปสรรคที่เกิดจากสินค้า หรือ บริการทดแทน

 

 

 

พอร์เตอร์  ได้เสนอกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  ดังนี้

 

1.        กลยุทธ์ในการเป็นผู้นำด้านราคา (Cost  Leadership  Strategy)       องค์การจะต้องค้นหาให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการที่ดีในความรู้สึกของลูกค้ามีลักษณะพื้นฐานอย่างไร และจะต้องบริหารกระบวนการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นให้มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม

 

2.        กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง          (Differentiation  Strategy )         การสร้างบริการขององค์การให้มีลักษณะที่โดดเด่น แตกต่างจากคู่แข่งขัน ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทำให้ลูกค้ายึดติดในสินค้า และบริการนั้น

 

3.        กลยุทธ์เน้นกลุ่มเป้าหมาย             (Focus  Strategy)                       การเลือกตลาดเป้าหมายสำหรับสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะแคบลง หรือ มีตลาดเฉพาะด้าน ซึ่งจะมีคู่แข่งน้อยลง แต่มีช่องว่างทางการตลาด กลยุทธ์นี้จะใช้ความพิเศษเหนือกว่าคู่แข่งขันทั้งในด้านสินค้า และ บริการ

 

  

กรอบแนวคิดของไวส์แมน

ไวส์แมน ได้ขยายความคิดของ พอร์เตอร์ และเสนอกรอบแนวคิดที่เรียกว่า ทฏษฎีแรงผลักดันด้านกลยุทธ์ (Theory of Strategy Thrust ) องค์การจะจัดการเก็บแรงผลักดันต่างๆ โดยสร้างกลยุทธ์ดังนี้

 

1.          กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง    (Diffentiation)

 

2.          กลยุทธ์ด้านราคา                    (Cost)

 

3.          กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม           (Innovation)

 

4.          กลยุทธ์ด้านการเจริญเติบโต   (Growth)

 

5.          กลยุทธ์ด้านพันธมิตร              (Alliance)

 

 

 

       โดยมีแนวคิดกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง  และกลยุทธ์ด้านราคา จะเหมือนกับแนวคิดของพอร์เตอร์ สำหรับกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมนั้นเป็นวิธีการหรือการกระทำใหม่เพื่อสร้างสินค้าใหม่ ผลิตและส่งสินค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดความพอใจ หากมีการพัฒนานวัตกรรมของสินค้า หรือบริการอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ทัน

 

 

       ส่วนกลยุทธ์ด้านการเจริญเติบโตเป็นการขยายตัว และสร้างคุณค่าให้กับสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นโดยอาจขยายตัวในแนวระนาบ

 

        องค์การอาจใช้กลยุทธ์ด้านพันธมิตร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น การสร้างระบบสารสนเทศ

ระหว่างองค์การ ที่เชื่อมต่อระบบสารสนเทศขององค์การเข้ากับระบบสารสนเทศขององค์การอื่น โดยมีการใช้ข้อมูลร่วมกันและเป็นกระบวนการทำงานอัตโนมัติ

 

 

      โมเดลห่วงโซ่คุณค่า  (Value Chain Model)

พอร์เตอร์  ได้เสนอโมเดลห่วงโซ่แห่งคุณค่า ซึ่งเน้นกิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุนที่เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการขององค์การ หรือราคาของสินค้านั้นมีผลมาจากการเชื่อมโยงคุณค่าในแต่ละขั้นตอน

ห่วงโซ่คุณค่าจึง หมายถึง  กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรนำเข้า  โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการนำวัตถุดิบ จากผู้ขายวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต  กระบวนการจัดจำหน่าย  จนถึงกระบวนการจัดส่งไปสู่ผู้บริโภคขั้นสุดท้าย และบริการหลังการขาย

 

edit @ 30 Jan 2009 12:15:09 by pin50324710

Comment

Comment:

Tweet